Chat with us, powered by LiveChat

baanpolball7m ผู้ท้าชิง ถ้วยแชมป์ลีก ที่ไม่ใช่บิ๊กทีมเหมือนในอดีต

22/10/2020 ballroad 40 views

baanpolball7m บิ๊กแมตช์ พรีเมียร์ลีก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อาร์เซน่อล ออกเยือนถิ่น แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นเกมที่น่าดูเป็นอย่างมาก หลังจากจบเกมนี้ก็ทำให้หลายคนรู้ว่าผู้ท้าชิง ถ้วยแชมป์ลีก ไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่เหมือนกับในอดีตอีกต่อไป

ผู้ท้าชิง ถ้วยแชมป์ ที่ไม่เหมือนในอดีต

อาร์เซน่อล เป็นหนึ่งทีมที่ทำสถิติไม่แพ้ใคร และชนะรวดทั้ง 2 เกมแรก เทียบเท่ากับแชมป์เก่า และเจ้าถิ่นอย่าง ลิเวอร์พูล สองนัดมี 6 คะแนนเต็ม

ถือว่าค่อนข้างมาแรงเลยทีเดียวนะครับ สำหรับ “ปืนใหญ่” เพราะเหมือนกับว่าพวกเขาจะสามารถแก้ปัญหาแนวรับที่รั่วสุดๆ ของเมื่อซีซั่นที่แล้ว ให้มันดีขึ้นกว่าเดิมได้

และยังมีเรื่องราวดีๆ นอกสนาม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกองหลังคนใหม่ หรือการต่อสัญญานักเตะเบอร์หนึ่งของทีมอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ว่าที่ตำนานของทีม อาร์เซน่อล

ในบรรดาทีมท็อป 6 เหลือแค่สองทีมนี้ ที่ยังไม่สะดุดเสมอหรือแพ้เลย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ประเดิมสะดุดล้มไปเรียบร้อย เรียกได้ว่ารถคว่ำเลยก็ว่าได้ หลังแพ้ให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ คาบ้าน 2-5

ส่วน เชลซี ก็พ่ายให้ ลิเวอร์พูล ในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ประเดิมฤดูกาลใหม่ของพวกเขาด้วยความพ่ายแพ้

ถ้าทีมใดทีมหนึ่งเก็บชัยชนะ จะสามารถทำแต้มขึ้นไปเทียบเท่ากับ เอฟเวอร์ตัน และ เลสเตอร์ ก็คือการเก็บชัย 100 เปอร์เซนต์เต็ม ชนะทั้ง 3 นัดที่ลงเล่น

อาร์เซน่อล ถูกจับตามองเป็นอย่างมากนะครับ เพราะ มิเกล อาร์เตต้า ได้สร้างผลงานเอาไว้สดๆ ร้อนๆ นั่นคือการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 2 เกมติดต่อกัน

ในซีซั่นที่แล้ว พวกเขาเอาชนะ “หงส์แดง” ได้ 2-1 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง ส่วนในเกม คอมมูนิตี้ ชิลด์ แม้ว่าจะเสมอใน 90 นาที แต่ก็ไปเอาชนะจุดโทษได้สำเร็จ

ฉะนั้นนี่ไม่ได้เป็นงานง่ายของ ลิเวอร์พูล เหมือนที่ผ่านๆ มาแน่นอน อย่างไรก็ดี สถิติที่ผ่านมาใน แอนฟิลด์ เกมล่าสุดที่ อาร์เซน่อล บุกมาชนะได้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 นู่น

รูปเกมเป็นไปอย่างที่คาดกันเอาไว้นะครับ คือ ลิเวอร์พูล เหนือกว่า จากการเล่นเกมบุกอะไรต่างๆ ทีมของ อาร์เตต้า ต้องคอยตั้งเกมรับ แล้วหาจังหวะเหมาะๆ สวนกลับ

ทันใดนั้น ความผิดพลาดของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็ทำให้ อาร์เซน่อล ขึ้นนำ 1-0 โดย อเล็กซองเดร ลากาแซ็ตต์ ในนาทีที่ 25

แต่แล้วไม่นาน เจ้าถิ่นก็มาตีเสมอได้ จากเกมบุกทางฝั่งขวา ก่อนที่ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จะใช้ความเร็วเข้าไปยิงมุมแคบ ติดเซฟ แบรนด์ เลโน่ แล้วเป็น ซาดิโอ มาเน่ เข้าซ้ำ

จุดนี้ต้องบอกว่าเกมรับของ อาร์เซน่อล ค่อนข้างรวนไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะจังหวะที่ทำฟาวล์ใส่คู่แข่ง แล้วกลายเป็นลูกได้เปรียบของ ลิเวอร์พูล

หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ก็มาได้ลูกที่สองในอีก 6 นาทีต่อมา ซึ่งเป็นการเข้าทำที่เป็นจุดเด่นของพวกเขา คือการครอสบอลจาก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โดยคราวนี้เป็น แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่สามารถแก้ตัวจากการทำเสียประตูแรก เข้ามาชาร์ตง่ายๆ ขึ้นนำ 2-1

จังหวะนี้ถือเป็นความผิดพลาดของกองหลัง อาร์เซน่อล ด้วยที่ประกบตัวไม่ดี โดยเฉพาะ เอ็กตอร์ เบเยริน ที่หุบเข้ามามากเกินไป จนทำให้แบ็กซ้ายชาวสกอตต์ ว่าง

เกมยังสูสีมากๆ นะครับในช่วงครึ่งเวลาหลัง แถมในช่วงต้น อาร์เซน่อล มีโอกาสทองถึง 2 ครั้งสองคราจาก ลากาแซ็ตต์ แต่ทั้งสองหน ไม่สามารถเป็นประตูได้เลย

จุดสุดท้าย ทีมเยือนมาเสียประตู จากการโหม่งที่ไม่ขาดของ ดาวิด ลุยซ์ มาตกหน้ากรอบเขตโทษ และเป็นนักเตะใหม่อย่าง ดีโอโก้ โชต้า ประเดิมประตูแรก และกลายเป็นลูกตอกฝาโลงชนะไป 3-1

จบเกม อาร์เตต้า ยอมรับว่าทีมของเขานั้นยังมีคุณภาพที่เป็นรอง ลิเวอร์พูล อย่างชัดเจน ทำให้ผลการแข่งขันมันออกมาเป็นแบบนี้

ขณะที่ คล็อปป์ ออกมาชื่นชมลูกทีม ว่าเล่นกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นชัยชนะที่สวยงาม แถมยังไปหาเรื่อง รอย คีน ที่เป็นนักวิเคราะห์อยู่ในห้องส่ง ซึ่งได้วิจารณ์ว่า ลิเวอร์พูล นั้นเล่นได้ค่อนข้างหละหลวม

คล็อปป์ ที่ให้สัมภาษณ์เป็นคอนเฟอเรนซ์อยู่ที่สนาม ได้ยินบทสนทนาก่อนหน้าของพิธีกรในห้องส่งกับ รอย คีน สงสัยคงหัวร้อนนิดหน่อย เลยตอกกลับอดีตแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป

เอาจริงๆ แล้วสิ่งที่ทั้งสองกุนซือพูดมันก็มีส่วนถูกและส่วนผิดนะครับ ที่ อาร์เตต้า บอกว่าทีมของเขานั้นยังไม่สามารถต่อกรกับ ลิเวอร์พูล ได้ ซึ่งมันก็ใช่ล่ะครับ บางตำแหน่ง หรืออะไรบางอย่าง พวกเขายังคงเป็นรองแชมป์เก่าอยู่

แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเอาจริงๆ แล้วทีมมีโอกาสดีที่จะตีเสมอได้ในช่วงครึ่งหลัง แต่ก็พลาดไปจากจังหวะหลุดเดี่ยวไปดวลกับ อลิสซง เบคเกอร์ ทั้งสองครั้ง ถ้าในตอนนั้นเสมอได้ 2-2 ก็ไม่รู้ว่ารูปเกมจะเปลี่ยนไปแค่ไหน

แต่สิ่งที่เป็นจุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสียประตูคืนเร็ว ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงเป็นรอง ลิเวอร์พูล อยู่นั่นเอง

ส่วนในความเห็นขอกุนซือชาวเยอรมัน ที่บอกว่าทีมของเขานั้นเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม 100 เปอร์เซนต์ ส่วนที่ใช่คือทีมของ ลิเวอร์พูล ยังคงเล่นได้อย่างแน่นอนนะครับ

พวกเขายังสมกับเป็นเต็งแชมป์ฤดูกาลนี้ ขณะที่ทีมอื่นๆ พากันสะดุด แต่ทัพ “หงส์แดง” เจอกับทั้ง เชลซี และ อาร์เซน่อล แต่ก็สามารถเก็บ 3 คะแนนได้ทั้งหมด

แต่กับการที่เล่นดี 100% นั่นคือคำพูดที่ต้องยอมรับว่าชมกันมากเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่กุนซือทีมตัวเองจะชื่นชมลูกทีมแบบนั้น

แต่ความเป็นจริงคือนี่เป็นอีกหนึ่งเกมที่ ลิเวอร์พูล ยังมีจุดที่เรียกว่า “เกือบตาย” อยู่เหมือนเดิม ถ้าใครได้ดูเกมที่พวกเขาเล่นทั้ง 3 นัด พวกเขาเจออาการแบบนี้มาทั้ง 3 เกม

นัดที่พบกับ เชลซี อาจจะเห็นได้น้อย เนื่องจากพวกเขามีความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นตลอดครึ่งหลัง แต่ใน 45 นาทีแรก ยังเป็นเกมที่ค่อนข้างจะสูสีกันอยู่เลย

ขณะที่ในแมตช์พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็เป็นเกมที่เกือบจะสะดุดเช่นกัน ในเกมล่าสุด ถ้า อาร์เซน่อล เฉียบคมกว่านี้ โอกาสที่จะได้ 3 คะแนนของ ลิเวอร์พูล ก็มีน้อยลง

ชิงถ้วยแชมป์

ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคงมีปัญหาเรื่องของเกมรับอยู่นะครับ ในเกมนี้ก็เห็นกันอยู่เลยว่าบอลทะลุช่องของ อาร์เซน่อล นั้นมีจังหวะหลุดแบบไม่น่าเชื่ออยู่บ่อยครั้ง เกมรับไม่ได้เหนียวแน่นเหมือนเมื่อก่อน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังคงแสดงความเหนือชั้นกว่าคู่แข่ง ซึ่งทำให้พวกเขาเก็บ 3 คะแนนไปได้ และอยู่ในเส้นทางป้องกันแชมป์เหมือนเดิม

บ่อนรับพนันถูกกฎหมาย ยกให้พวกเขาเป็นเต็งหนึ่งทันทีที่เอาชนะ อาร์เซน่อล ได้ ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ นั้นแพ้เละคาบ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเลยนะครับ

คราวนี้ล่ะ ใครจะเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งล่ะ ในเมื่อแต่ละทีมนั้นมีจุดอ่อนที่ใหญ่โตกันทั้งหมดเลย และก็ต่างพากันเสียแต้มกันไปหมดแล้วด้วย

แน่นอนว่าถ้าตามทรงก็ยังคงเป็น “เรือใบสีฟ้า” ล่ะครับที่เป็นผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งกับ ลิเวอร์พูล ยิ่งล่าสุดได้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวใหม่อีกหนึ่งรายคือ รูเบน ดิอาซ

แต่ถ้านับปัจจุบัน คำถามมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่เหมือนกัน เพราะกองหลังชาวโปรตุกีส ก็ยังไม่ได้เป็นคำตอบในตอนนี้อย่างชัดเจนว่าจะสามารถช่วยเกมรับของทีมได้หรือไม่

ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ทีมเต็งแชมป์อีกต่อไป…

เอฟเวอร์ตัน กับ เลสเตอร์ สองทีมที่มีแต้มเท่ากับ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ ก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจอะไรขนาดนั้น เพราะด้วยสภาพทีม แม้จะดูร้อนแรง แต่ขุมกำลังแนวลึก ก็ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีพอเท่าไหร่

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ถ้าดูกันตามหน้าเสื่อตอนนี้ ก็คงเห็นว่าจะได้แค่ไปลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กันตามเดิม

ขณะที่ อาร์เซน่อล ดูจะเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะสามารถคงฟอร์มดีเอาไว้ได้หรือไม่ และเกมรับนั้นสามารถขันให้แน่นได้หรือยัง

ถ้ามองกันผิวเผินในตอนนี้ แต่ละทีมยังตบซ้ายตบขวาเพื่อปรับปรุง กว่าจะเข้าที่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ซึ่งเมื่อไปถึงตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่า ลิเวอร์พูล จะทะลุนำห่างไปกี่คะแนนกันแล้ว

ใครจะรู้ ซีซั่นนี้ มันอาจจะตามรอยในฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล ทะยานสูงคว้าแชมป์แบบง่ายดาย ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ท้าชิงแชมป์ที่เหลือนั้นยังคดเคี้ยวเลี้ยวลดกันอยู่เลย

ขณะที่ ลิเวอร์พูล นั้นพุ่งตรงไปข้างหน้าเป็นเส้นเดียว และอนาคตจะเป็นอย่างไรติดตามได้ทางที่ เว็บข่าวฟุตบอล ของเรา

Tags : , , ,
Leave Comment
อยากแทงบอลยูโร 2020 คลิกเลย!!!
บทความที่น่าสนใจ