Chat with us, powered by LiveChat

7mผลบอล ราล์ฟ รังนิค ต้นแบบ โค้ชฟุตบอล ที่แม้กระทั่ง คล็อปป์ ยังคารวะ

20/04/2020 ballroad 1,114 views

7mผลบอล ราล์ฟ รังนิค ไม่ใช่โค้ชหนุ่มไฟแรงที่ไหน – ปัจจุบันเขาอายุ 61 ปีแล้ว และแทบไม่เคยมีถ้วยแชมป์ความสำเร็จใดๆ เป็นรูปธรรมตลอดทั้งชีวิต

หากมองในแง่นี้ รังนิค อาจเป็นแค่โค้ชดาดๆ ในสายตาของคนบางคน แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นพวกบ้าทุนนิยมจนเกินไป และหลงเหลือความโรแมนติกอยู่บ้าง! คุณก็ควรจะต้องรู้ว่าเราไม่สามารถตัดสินความสามารถของคนๆ หนึ่ง จากจำนวนโทรฟี่เพียงอย่างเดียวได้

ราล์ฟ รังนิค ต้นแบบที่ คล็อปป์ ยังคารวะ

อดีตแข้งลีกโนเนมระดับกึ่งอาชีพของ เยอรมัน เคยทำดีที่สุดแค่แชมป์ เดเอฟเบ โพคาล และ เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ตอนสมัยที่คุม ชาลเก้ ซึ่งคือทีมใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยทำงานให้ตลอดเส้นทาง 37 ปีในอาชีพ

แต่แล้วเหตุใด ? ชื่อของ ราล์ฟ รังนิค ถึงได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงในวงการลูกหนังเมือง “เบียร์” ถึงขั้นถูกกล่าวขานว่า เป็นต้นแบบของแท็คติกและแนวทางบริหารสโมสรฟุตบอลให้กับสุดยอดโค้ชอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ , ยูเลี่ยน นาเกลสมันน์ , ราล์ฟ ฮัสเซ่นฮุตเทิ่ล , โรเจอร์ ชมิดท์ หรือ ลูเซียง ฟาร์ฟ

ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของ ราล์ฟ รังนิค ก็คือ เขาเป็นส่วนผสมของ โค้ช และ ผู้อำนวยการกีฬา ที่รสชาติกลมกล่อมที่สุดเท่าที่โลกลูกหนังเคยมีมา

ธรรมชาติของ 2 ตำแหน่งนี้ มักมีเคมีที่ไม่เข้ากัน โค้ชบางคนแตกฉานเรื่องแท็คติกมาก แต่เป็น ผอ.ที่แย่ ตรงกันข้ามกับ ผอ.บางคนที่ยอดเยี่ยม แต่กลับไม่เข้าใจวิถีฟุตบอลเอาเสียเลย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นคนที่เป็น กุนซือ หรือ ผู้อำนวยการกีฬา จะสามารถผันตัวไปทำงานอีกด้านได้ดี แต่ รังนิค นั้นมีพรสวรรค์ที่จะเปลี่ยนงาน 2 แบบที่ว่านี้ได้เรื่อยๆ ประหนึ่งเปลี่ยนเสื้อก่อนไปทำงานทุกเช้า

ชีวิตของกุนซือหน้าแว่น (ผู้มองคลับคล้ายคลับคลาเหมือนคุณหมอหั่นศพโรคจิต) เริ่มต้นกับทีมในลีกระดับล่างอย่าง วิคตอเรีย , สตุ๊ดการ์ท สมัครเล่น , ลิปโปลด์ไวเลอร์ , คอร์ป , เราท์ติงเก้น แต่ผลงานที่ทำให้ผู้คนเริ่มจับตาเขาเป็นครั้งแรกก็คือการคุมสโมสร อูล์ม ที่ขยับจาก เรจิโอเนลลิก้า ซูด ขึ้นสู่ ลีกา 2

The Professor เป็นสมยานามที่หลายๆ คนเรียกหนุ่มน้อย รังนิค ในตอนนั้น ฟุตบอลของเขามีระบบที่เหนียวแน่น และเล่นเพรซซิ่งกดดันสูงปรี๊ดถึงแดนคู่แข่ง

มันคือผลงาน มาสเตอร์พีซ ที่ทำให้เขาได้เซ็นสัญญาคุมทีมใน บุนเดสลีกา เป็นครั้งแรก นั่นก็คือ สตุ๊ดการ์ท! แต่เส้นทางของเขาก็หยุดอยู่แค่ราวๆ เกือบ 2 ปีเท่านั้น ภายหลังจากที่ถูกสั่งเด้งออกจากตำแหน่ง หลังพาทีมร่วงไปกองอยู่อันดับ 17 ทำสถิติเก็บชัยชนะ 36 เสมอ 16 และแพ้ 34

ชีวิตของ รังนิค ขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้ เขาโยกไปคุม ฮันโนเวอร์ ใน ลีกา 2 พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นลีกสูงสุด ก่อนจะโดนปลดอีกหลังจากนั้นไม่นาน และเคยพยายามสมัครเข้าไปเป็น 1 ในทีมเชฟของ เจอร์เก้น คลิ้นซ์มันน์ ในรั้วทีมชาติเยอรมัน แต่ก็ต้องพ่ายให้กับหนุ่มหล่อไฟแรงอีกรายอย่าง โยยัคคิม เลิฟ

หลังจากนั้นเขาย้ายมาคุม ชาลเก้ ทีมที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วย 2 รายการ และรองแชมป์ลีกอีก 1 ครั้ง แต่เรื่องราวเดิมๆ ก็ยังตามกลับมาหลอกหลอนเขา นั่นก็คือการโดนไล่ออกจากผลงานที่ดิ่งลงเหว

วงจรชีวิตของโค้ชแบบนี้ มันแทบไม่ต่างอะไรกับกุนซืออย่าง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ , แซม อัลลาไดซ์ , ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ หรือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เลยสักนิด – รังนิค เป็นแค่ใครสักคนที่ดูเหมือนจะเก่ง แต่ก็เก่งไม่สุด

ในห้วงเวลาที่เหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว…..รังนิค ตัดสินใจตอบรับงานของทีมระดับหมู่บ้านอย่าง ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในศึก เรจิโอเนลลีก้า ซูด และพาทีมเลื่อนชั้นปีต่อปีขึ้นสู่ บุนเดสลีกา เหมือนรถสปอร์ตที่จูนเครื่องมาร้อนฉ่า

ชีวิตของ รังนิค ในถิ่น ไรเนก้าร์ จบลงด้วยสถิติเก็บชัยชนะ 79 เสมอ 43 และแพ้ 44 นับเป็นตัวเลขที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยรับงานโค้ชมา และ ณ ที่แห่งนี้เอง ที่ทำให้เขาเริ่มค้นพบ Skill เด่นอีกอย่างของตัวเอง

วิสัยทัศน์การซื้อนักเตะ และการปั้นดาวรุ่ง ที่สิ่งที่เขานำมาพัฒนากับตัวเองอย่างจริงจัง โดยมี หลุยส์ กุสตาโว่ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง

ชีวิตหลังจากนั้น รังนิค กลับไปที่ ชาลเก้ อีกรอบ และไม่มีผลงานดีๆ อะไรให้พูดถึง เขาเลือกลาออกเองด้วยเหตุผลที่ว่าหมดไฟที่จะเข็นทีมชุดนี้ต่อไปข้างหน้า แต่ก็ได้ทิ้งนักเตะดีๆ อย่าง โจเอล มาติป ไว้ให้ “ราชันสีน้ำเงิน” ใช้ต่อ

การตกงานกับ ชาลเก้ ได้เปิดโอกาสให้เขาได้สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ชีวิตด้วยการรับหน้าที่ ผู้อำนวยการกีฬา ครั้งแรกกับสโมสร อาร์บี ไลป์ซิก และ เร้ดบูลล์ ซัลส์บวร์ก โดยมีช่วงที่สลับลงไปช่วยคุม ไลป์ซิก จาก ลีกา 2 ให้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ บุนเดสลีกา ฤดูกาล 2015-16 ก่อนจะถอยตัวเองกลับไปเป็น ผอ. อีกคำรบ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับ ราล์ฟ ฮัสเซ่นฮุตเทิ่ล

หากคุณคิดว่านั่นคือการหมุนตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สู่การเป็น เทรนเนอร์ นี่น่ามึนหัวที่สุดแล้ว ขอให้รู้ไว้เลยว่ามันยังไม่จบ เพราะ รังนิค ยังมีการหวนกลับไปเป็นโค้ชให้ ไลป์ซิก อีกรอบ ซึ่งคราวนี้เขาพาทีมจบที่ 3 ใน บุนเดสลีกา ก่อนจะลาออกกลับไปทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง พร้อมวางผู้สืบทอดตำแหน่งของตัวเองให้หนุ่มน้อย ยูเลี่ยน นาเกลสมันน์

จากช่วงเวลากับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ , ไลป์ซิก และ ซัลส์บวร์ก เราทุกคนสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า รังนิค ดูจะติดใจกับบทบาทการเป็น ผู้อำนวยการกีฬา มากกว่าการเป็นโค้ช ที่เขาพร้อมโดดเข้าไปช่วยทีมแค่ในช่วงเวลาฉุกเฉินเท่านั้น

ชื่อของ ไทเลอร์ อดัมส์ , มาธิอัส คุนย่า , เอมิล ฟอสเบิร์ก , โจเอล มาติป , นาบี เกอิต้า , เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ , ทาคูมิ มินามิโนะ , โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ , หลุยส์ กุสตาโว่ , วิลลี่ ออร์บาน , ยูซูฟ โพลเซ่น , ติโม แวร์เนอร์ หรือการคัดเลือกโค้ชอย่าง โรเจอร์ ชมิดท์ , นาเกลสมันน์ และ ฮัสเซ่นฮุตเทิ่ล ได้กลายเป็น พอร์ทโฟลิโอ หลักล้านที่ทำให้ชื่อเสียงของ รังนิค โด่งดังไปทั่วทั่งโลก เช่นเดียวกับ เร้ดบูลล์ ที่ตัดสินใจมอบตำแหน่งดูแลงานโดยรวมของสโมสรฟุตบอลที่มีในเครือให้เขาทั้งหมด

เมื่อระบบการจัดการที่ดี มาเจอกับแท็คติกฟุตบอลที่ดี เมื่อกุนซือกับ ผู้อำนวยการกีฬา พูดในภาษาเดียวกัน เราจึงได้เห็นทีมที่ รังนิค ดูแลอยู่ในช่วงหลายปีหลังสุด สยายปีกกลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก

เงิน , คอนเซ็ป และ พรสวรรค์ คือกฎเหล็ก 3 ข้อ! ที่ รังนิค ยึดถือมาตลอดทั้งอาชีพ คนบริหารกับคนทำงานโค้ชจะต้องเข้าใจทิศทางของสโมสรทางเดียวกัน แชร์ปรัชญาฟุตบอลร่วมกัน และถ้าจะใช้เงิน ก็ต้องใช้อย่างชาญฉลาด เน้นเด็กดาวรุ่งเป็นหลัก หรือใครสักคนที่มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาฝีเท้าของตัวเองให้เก่งขึ้นมากกว่าคิดแค่รายได้ต่อสัปดาห์

“ผมคิดเสมอว่าหน้าที่หลักๆ ของผมคือการพัฒนาฝีเท้าผู้เล่นที่มีอยู่ให้เก่งขึ้น ซึ่งถ้าเขาเชื่อว่าผมกำลังทำให้เขาเก่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมและจริงใจที่สุดเท่าที่คุณจะมองหาได้ และถ้าคุณอยากจะเพิ่มสปีดความเข้มข้นในเกมการเล่นของทีม คุณควรต้องพยายามพัฒนาความเร็วในการคิดของผู้เล่น ไม่ใช่ไปสอนให้พยายามใช้เท้าที่เร็วขึ้น”

มันก็คงไม่น่าแปลกใจอะไร ถ้าเราจะเห็น เจอร์เก้น คล็อปป์ มีปรัชญาในการทำงานหลายๆ อย่างที่คล้ายกับ รังนิค มาก และมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขามีอดีตลูกทีมของ รังนิค อยู่ใน ลิเวอร์พูล ถึง 5 คนในตอนนี้ (ฟีร์มีโน่ , เกอิต้า , มินามิโนะ , มาติป , มาเน่)

การเพรซซิ่งสูง , การเพรซเพื่อโต้กลับเร็ว , การเร่งสปีดเกมด้วยความรวดเร็วดุดัน สิ่งเหล่านี้คือปรัชญาฟุตบอลที่ รังนิค ปลูกฝังไว้ให้กับวงการฟุตบอลเยอรมัน ทั้งหมด และคนอย่าง เลิฟ และ คล็อปป์ ก็นำมันมาปรับใช้ด้วย

“เจอร์เก้น กับผมนั้นมีจิตวิทยาในแบบเดียวกัน” รังนิค เคยกล่าวสั้นๆ แบบนั้น

เทรนท์การซื้อขายนักเตะแบบ รังนิค ได้กลายเป็นต้นแบบสำหรับทีมฟุตบอลหลายๆ ทีมทั่วโลกในช่วง 2-3 ปีหลังสุด และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทันทีที่วิกฤติ โควิด-19 จบลง (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) เราจะได้เห็นแนวทางการสร้างทีมแบบที่ รังนิค ได้วางไว้อย่างนี้จากอีกหลายๆ ทีมทั่วโลก


นั่นคือความยิ่งใหญ่ของชายผู้แทบไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆอย่าง ราล์ฟ รังนิค ที่ได้มอบมรดกของสุดยอดโค้ชที่มีส่วนผสมระหว่าง เทรนเนอร์ กับ ผอ.กีฬา ไว้ให้วงการฟุตบอลเยอรมันและทีมต่างๆ ได้เรียนรู้และสานต่อจากทั่วทุกมุมโลก

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการฟุตบอล บทความฟุตบอล สถิติบอล ข่าวบอลอัพเดทสดใหม่ทุกวัน ท่านสามารถติดตามข้อมูลดีๆเหล่านี้ได้ทาง : ballroad.com

Tags : , ,
Leave Comment
อยากแทงบอลยูโร 2020 คลิกเลย!!!
บทความที่น่าสนใจ