Chat with us, powered by LiveChat

ตารางบอลพรุ่งนี้ โอกาสในวิกฤติของ หงส์แดง หลังโดนพิษ โควิด-19

09/04/2020 ballroad 534 views

ตารางบอลพรุ่งนี้ หลังจาก หงส์แดง พยายามแก้ไขปัญหาจราจรที่เป็นอัมพาตมานานเกินกว่า 2 ทศวรรษ – ในท้ายที่สุดแล้ว โควิด-19 ดูเหมือนจะกลายเป็นกุญแจเพียงดอกเดียว ที่ทำให้ กรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่อีกหลายๆ เมืองทั่วโลก แปรสภาพตัวเองให้กลายเป็นท้องถนนและบรรยากาศที่ว่างเปล่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ใช่! มันคงเป็นเหมือนตลกร้ายของชีวิต แต่ใครจะกล้าเถียงล่ะ แม้กระทั่งนักฟุตบอลอาชีพหลายๆ คน ก็อาจอาศัยช่วงเวลาว่างๆ ในตอนนี้ หันไปทำกิจกรรมส่วนตัวที่ปกติแล้ว “อาจ” ไม่เคยได้มีโอกาสทำมาก่อน

โอกาสในวิกฤติของ หงส์แดง หลังจาก ไวรัส โคโร่า ระบาด

บิ๊กแม็ค สักคำ , ปล่อยเนื้อปล่อยตัวสักครั้ง , สวมหน้ากากแล้วออกไปเที่ยวพักร้อนในสถานที่อันพึงจะเดินทางไปได้ แล้วหายใจลึกๆ สูดอากาศธรรมชาติเติมให้เต็มปอด ตราบใดที่คุณแน่ใจว่ามันจะไม่ใช่ PM 2.5 หรือ ละอองจาก โคโรน่า ไวรัส

สำหรับแฟนๆ ลิเวอร์พูล นี่อาจเป็นช่วงเวลาอันน่าหงุดหงิด และการต้องสวดมนต์นั่งรอแล้วรอเล่าว่า ฤดูกาล 2019-20 จะถูกสั่งให้ยุบเป็นโมฆะหรือไม่ ก็คงไม่ใช่หนทางกระตุ้นการเต้นของหัวใจที่สนุกสักเท่าไหร่

สิ่งที่เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ต้องเผชิญอยู่ ณ เวลานี้ อาจอยู่เหนือการควบคุม บางทีนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนควรจะเรียนรู้ถึงการหัดมองโลกในแง่ดี ท่ามกลางวิกฤติการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ แบบนี้ และสำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาก็มีเรื่องดีๆ ที่สามารถมองเห็นได้เช่นกัน

ไม่มีใครล่วงรู้ว่าผลของการประชุมจะทำให้ ลิเวอร์พูล โดนริบแชมป์หรือไม่ แต่ถ้ามองในแง่ของการที่พวกเขามีแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ไกลลิบถึง 25 แต้ม การจะกด เซ็ตซีโร่ แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะในสายตาของใครก็ตาม

โอกาสในการชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ “หงส์แดง” ยังคงมีพอสมควร ไม่ว่ามันจะในรูปแบบของการเลื่อนการแข่งขันไปจนกว่าจะพร้อม , จะเล่นในสนามปิด , จะชูถ้วยในสนามปิด ,จะตัดจบแบบนี้ หรือในวิธีการใดๆ ก็ตาม

ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้วยแชมป์ลีก มันก็มีโอกาสที่จะตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นที่ แอนฟิลด์ ด้วยคุณงามความดีที่ คล็อปป์ ทำไว้จากการทำแต้มฉีกคู่แข่งในระดับที่เกือบทุกทีมต่างก้มหัวยอมรับว่า “ฤดูกาลนี้ต้องยกให้พวกเขาจริงๆ” ซึ่งย่อมต้องทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันคิดหนักถึงเรื่อง “โมฆะ”

ไม่ใช่แค่เพียงเท่านั้น เพราะในช่วงที่แฟนบอลกำลังเบื่อหน่ายกับโลกที่ไม่มีฟุตบอลให้ดูในตอนนี้ มันก็ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้พักเบรคอารมณ์ความผิดหวังของตัวเองพอดิบพอดี

บรรยากาศหลังจากที่ร่วงตกรอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยน้ำมือของ แอตเลติโก มาดริด ไม่ได้ทำให้แคมป์ของ “หงส์แดง” รู้สึกยินดีปรีดาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับ “แพะ” ผู้ก่อความผิดพลาด อาเดรียน ที่จะได้โอกาสเยียวยาความรู้สึกของตัวเองไปพลางๆ ในช่วงเดียวกับที่ อลิสซง ก็จะได้โอกาสฟื้นฟูอาการบาดเจ็บสะโพก กลับมาลงเฝ้าเสาได้ทันในเกมนัดหน้า ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ความรู้สึกที่ว่านี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตรงกันข้ามกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ โซลชาร์ ที่กำลังห้าวเป้ง สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นมา 11 เกมซ้อน พร้อมด้วยฟอร์มการเล่นอันเปล่งปลั่งของ บรูโน่ เฟร์นานเดซ , สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ , เฟร็ด , โอเดียน อิกาโล่ , แฮร์รี่ แม็คไกวร์ , อารอน วาน บิสซาก้า และอีกหลายๆ คน

ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่ถูก โควิด-19 สกัดดาวรุ่ง ตอนที่เครื่องกำลังร้อนฉ่า แต่กับ ลิเวอร์พูล หากเราไม่พูดถึงประเด็นที่ว่าจะถูกตัดสินริบหรือไม่ริบแชมป์ และธรรมชาติของความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์แล้วนั้น…..เราก็ต้องบอกว่าพวกเขาคงไม่รังเกียจอะไรมากมายที่จะได้หยุดพักเคลียร์สถานการณ์ชั่วคราว ณ ตอนนี้

ไม่เพียงเท่านั้น เหล่ากูรูชื่อดังจากหลายสำนัก ต่างก็มองระยะยาวไปถึงวัฏจักรฟุตบอล เกเก้น เพรซซิ่ง ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ด้วยเช่นเดียวกัน

อะไรคือวัฏจักรฟุตบอล เกเก้น เพรซซิ่ง ? เชื่อเถอะว่าจริงๆ แล้วพวกเราหลายๆ คน ก็คงหาคำตอบให้แบบชัดเจนเลยไม่ได้เช่นกัน แต่มันก็แอบมีทฤษฏีที่น่าสนใจหลุดออกมา

ปรัชญา เกเก้น เพรซซิ่ง หรือฟุตบอล “เฮฟวี่เมทั่ล” ของ คล็อปป์ ถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่ตอนที่เจ้าตัวคุม ไมนซ์ ก่อนจะถูกปรับตัวให้สมบูรณ์แบบในยุคที่กุมบังเหียน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ ในเวลาต่อมา

ธรรมชาติและวัฏจักร เกเก้น เพรซซิ่ง ของกุนซือจอมว๊ากชาวเยอรมัน มีจุดร่วมที่คล้ายๆ กันระหว่าง ดอร์ทมุนต์ และ ลิเวอร์พูล อยู่หลายอย่าง

เทรนเนอร์เจ้าของสมยานาม “เดอะ นอร์มอล วัน” ใช้เวลา 2 ฤดูกาลแรก คลำทางพา “เสือเหลือง” จบอันดับ 6 และ 5 ตามลำดับ จนกระทั่งมาเข้าฝักสุดๆ ด้วยการผงาดชูถาดแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อน

คล็อปป์ ไม่เพียงแค่พา ดอร์ทมุนต์ ปราบพยศ บาเยิร์น มิวนิค แล้วคว้าแชมป์เท่านั้น แต่เขายังทำสำเร็จด้วยการสร้างสถิติคว้าแชมป์ด้วยขุมกำลังที่ค่าเฉลี่ยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังเมือง “เบียร์”

ภายหลังจากที่ก้าวขึ้นสู่ความเป็นโสดาบัน ผลงานของ คล็อปป์ และ ดอร์ทมุนต์ ก็ค่อยๆ ตกต่ำลง ท่ามกลางการสูญเสีย มาริโอ เกิตเซ่ , โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ มัตต์ ฮุมเมิ่ลส์ ซึ่งแน่นอนว่าคือ 1 ในตัวแปรที่ทำให้ผลงานของทีมดิ่งลงเหวจนถึงขั้นมีช่วงต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น

แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์หลายๆ คนมองเช่นกันก็คือ สไตล์ฟุตบอล เฮฟวี่เมทั่ล ของ คล็อปป์ นั้นต้องอาศัยความทุ่มเทและระดับความฟิตที่สูงมาก และการที่ผู้เล่นทุกคนต้องฝึกซ้อมด้วยระบบนี้อยู่ทุกวี่ทุกวัน มันก็อาจส่งผลให้แข้งขาของพวกเขาเปื่อยเอาได้ง่ายๆ

นั่นส่งผลให้การวิ่ง การไล่บีบพื้นที่ การเคลื่อนที่ของทัพ “เสือเหลือง” ไม่เฉียบคมเหมือนในยุคแรกๆ ที่เขาทำทีม เช่นเดียวกับรูปแบบการฝึกซ้อม ที่อาจทำนักเตะหลายๆ คนเริ่มออกอาการเหนื่อยหน่าย – ในขณะที่บางคนซึ่งไม่ได้เหนื่อยหน่าย ก็อาจออกอาการเร่งไม่ขึ้น เพราะไม่มีกล้ามเนื้อใดๆ จะให้เร่ง

ทั้งหมดที่ว่านี้ มีโอกาสเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล เช่นกัน โมเดลการสร้างทีมของ คล็อปป์ ถอดแบบออกมาคล้ายๆ กับตอนที่เขาคุม ดอร์ทมุนต์ อยู่ไม่น้อย เขาใช้เวลาปั้น “หงส์แดง” อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพุ่งพรวดขึ้นมาคว้าแชมป์ยุโรปเมื่อซีซั่นก่อน , เป็นรองแชมป์ที่เก็บ 97 แต้มในลีก ต่อด้วยผลงานในเกมลีกซีซั่นนี้ ที่เข้าขั้นไร้เทียมทาน ทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี้ ไม่เห็นฝุ่น

มันมีโอกาสที่ “หงส์แดง” ชุดนี้จะออกอาการกรอบเกรียมเคี้ยวโปเต้ เร่งไม่ขึ้น ไอเดียหดหายในซีซั่นหลังจากนี้ แต่พอวิกฤติการณ์ โควิด-19 โผล่เข้ามาแบบไม่คาดคิด พวกเขาก็ได้พักชาร์ตแบตทันที

ถึงแม้ พรีเมียร์ลีก จะมีการตั้งไทม์ไลน์ไว้คร่าวๆ ว่าจะกลับมาเตะเกมลีกในช่วงต้นเดือน เม.ย. แต่หลายๆ คนก็ยังมองว่านั้นเป็นอะไรที่เพ้อฝันมาก เผลอๆ เราอาจได้เห็นเกมลีกกลับมาฟาดแข้งกันอีกทีในเดือน มิ.ย. เลยด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นในเคสนี้ พลพรรค “เร้ด แมชชีน” ก็จะได้โอกาสพักฟื้น เติมความสดชื่นให้กับร่างกายเหมือนกับทีมอื่นๆ และมันก็มีโอกาสที่ประสิทธิภาพ “เกเก้น เพรซซิ่ง” ขั้นสูงสุดของพวกเขา จะยังไม่หนีหายไปไหน

หากทุกอย่างเป็นไปตามนั้น วัฏจักรฟุตบอล เฮฟวี่เมทั่ล ของ คล็อปป์ และ ลิเวอร์พูล ก็คงจะหมุนสร้างความครั่นคร้ามให้กับทีมต่างๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ และมันจะไม่ได้หยุดไว้เพียงแค่แชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นก็เพียงแค่ทฤษฏีสมคบคิด ที่มีโอกาสจะฟังดูชาญฉลาดได้พอๆ กับงี่เง่าขั้นสุด

นับตั้งแต่ที่ คล็อปป์ เข้ามานั่งแท่นนายใหญ่ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2015 เขาแสดงให้เห็นว่า “หงส์แดง” จะฟื้นจากเถ้าถ่านที่โคตรเจ็บปวด กลับมาสยายปีกได้ร้อนแรงเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิดอยู่เสมอ

ลิเวอร์พูล ต้องเจ็บก่อน ด้วยการให้ ลอริส คาริอุส ขว้างบอลใส่ คาริม เบนเซม่า พาทีมพังแบบช๊อคแฟนบอลทั้งโลกในนัดชิง ยูซีแอล 2018

ทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อจะกลับมาพลิกนรก ไล่ฆ่า บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะตบ ท๊อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ร่วงในนัดชิงของปีถัดมา

กวาดแต้มโหด 97 แต้ม เมื่อซีซั่นที่แล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองดีพอเป็นแค่พระรอง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจะสุมความแค้นไว้เต็มทรวงอก เพียงเพื่อจะกลับมากดแต้มหนี “เรือใบสีฟ้า” ในฤดูกาลนี้กระจุย 25 แต้ม

กับหายนะของ โควิด-19 และความเจ็บที่โดน “ตราหมี” ตะปบ 3-2 ตกรอบ “บิ๊กเอียร์” ในหนล่าสุด อาจเป็นเรื่องที่โหดร้ายในความรู้สึกของทุกคน

แต่ “หงส์แดง” ที่ปีกหักแต่ละครั้งในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มักแสดงให้เห็นว่า พวกเขาจะชุบชีวิตกลับมากลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่โหดกว่าเดิมอยู่เสมอ และในหนนี้ มันอาจเป็นครั้งที่พวกเขามีโอกาสเจ็บหนักที่สุดในชีวิต

พรีเมียร์ลีก จะเอาอย่างไร ? ยูฟ่า จะตัดสินใจแบบไหน และ ลิเวอร์พูล หลังหมดยุค โควิด-19 จะเดินไปทางไหนต่อ ล้วนแต่เป็นการเดินทางที่น่าเฝ้าจอติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ


แม้ ”หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จะต้องเจอกับวิกฤติที่ร้ายแรงที่อาจจะต้องพลาดถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีเรื่องราวดีๆที่รอพวกเขาอยู่หลังจากนี้

ติตดามบทความฟุตบอลดีๆรวมถึง สถิติบอล ที่น่าสนใจ รวมถึงบทความ หงส์แดง ผู้เสพติดความเจ็บปวด ท่านสามารถติดตามข้อมูล ข่าวกีฬาล่าสุด อัพเดทสดใหม่ได้ทุกวันทาง :  ballroad.com

Tags : , , , , ,
Leave Comment
อยากแทงบอลยูโร 2020 คลิกเลย!!!
บทความที่น่าสนใจ