Chat with us, powered by LiveChat

goal ฟุตบอลยุคใหม่ และสิ่งที่จะเจือจางหายไปหลังจากนี้

02/04/2020 ballroad 286 views

goal ต้องยอมรับตามตรงว่าวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อ ฟุตบอลยุคใหม่ และคนทั้งโลก ไม่มากก็น้อย และทำให้โลกใบนี้เหมือนตกอยู่ในภาวะสงครามโลกที่เราทุกคนล้วนเป็นผู้แพ้ การต่อสู้ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นการต่อสู้ของมนุษย์กับเชื้อโรค

เอติฮัด สเตเดี้ยม ที่เคยหนาแน่นด้วยผู้คนและเกมฟุตบอลพร้อมแล้วที่จะแปรสภาพเป็นศูนย์ช่วยเหลือทางการแพทย์ท่ามกลางวิกฤตโคโรน่าไวรัสในอังกฤษ เนื่องจากจะไม่มีเกมเตะไปจนถึง 30 เมษายนหรืออาจยาวนานกว่านั้น ถ้าการระบาดยังไม่ลดลง

หากถามนักการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์ พวกเขาคำนวณการ Recession หรือวัฏจักรระบบเศรษฐกิจเอาไว้แล้วว่า อีกไม่นานอาจถึงยุคข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจหดตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการหดตัวอย่างรุนแรงแบบที่โลกนี้ไม่เคยมี เพราะตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา

ธนาคารกลางหลายประเทศพยายามใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูว่าทำ QE ที่คงต้องข้ามรายละเอียดไปเลยดีกว่า แต่เอาเป็นว่าภาวะที่เราทุกคนกำลังเผชิญนี้ ในหลายแง่มุมก็มีคนที่คาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่ามันอาจเกิดขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่วิกฤตอย่างแท้จริงมันก็ยากจะรับได้ และยากจะทำใจสำหรับคนจำนวนไม่น้อย

แล้วมันส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกฟุตบอล ก็ต้องยอมรับอีกเช่นกัน อย่างที่ คาร์ล ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ผู้บริหาร บาเยิร์น มิวนิค บอกว่าคุยกันไปมาสุดท้ายเราก็กำลังพูดถึงเงิน เพราะฟุตบอลคือธุรกิจขนาดใหญ่ เมื่อผลประโยชน์ล้วนเป็นของทุกฝ่าย มันจึงเป็นไปได้ที่จากนี้ฟุตบอลจะเข้าสู่ยุคใหม่ และอะไรหลายอย่างที่เคยคิดว่าจะทำหรือเคยทำ ก็จะเจือจางจนมองไม่เห็น และบางทีอาจต้องสูญไป

ฟุตบอลยุคใหม่ ที่กำลังจะหายไปนับจากนี้

นักเตะค่าตัว 100 ล้าน

เบล นักเตะค่าตัว 100 ล้านยูโรคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ค่าตัวของเขากำลังลดลงและอาจกลายเป็นศูนย์เมื่อ เรอัล มาดริด พร้อมจะปล่อยตัวเพื่อการจัดการทีมใหม่

ไม่ว่าจะในหลัก 100 ล้านยูโร (3,700 ล้านบาท) หรือ 100 ล้านปอนด์ (4,000 ล้านบาท) ก็คงพบได้น้อยลงมาก ขึ้นสุดลงสุด มีขึ้นก็มีลง หลายปีที่ผ่านมาค่าตัวนักเตะแพงจนโอเวอร์หรือเฟ้อ หลุยส์ ฟิโก้ จาก บาร์เซโลน่า สู่ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 60 ล้านยูโร (2,220 ล้านบาท) ในปี 2000 เป็นสถิติที่ยืนยงอยู่นาน 9 ปี

ก่อนจะโดนทำลายโดย กาก้า 65 ล้านยูโร (2,405 ล้านบาท) และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 94 ล้านยูโร (3,478 ล้านบาท) และอีก 4 ปีถัดมา แกเร็ธ เบล ก็กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ค่าตัวทะลุ 100 ล้านยูโร (3,700 ล้านบาท)

ปอล ป็อกบา คือคนถัดไปในปี 2016 จากนั้นก็มีสถิติใหม่ให้เห็นอย่างต่อเนื่องทุกฤดูร้อน แต่อะไรที่มากเกินไปก็โดนทำลาย หรืออาจจะทำลายตัวเองในสักวัน และมันก็เป็นเช่นนั้น เมื่อสโมสรต่างๆ เริ่มขาดรายได้ เงินหมุนเวียนลดลง มีเงินใช้จ่ายน้อยลง การเสริมทัพเป็นเรื่องที่ต้องคิดมาก การจ่ายเงินออกไปก็ยากกว่าที่เคยเป็น แน่นอนว่าเงินหลักร้อยล้านมีเพียงไม่กี่ทีมในยุโรปที่สามารถทำได้ แต่การขาดรายได้จากการแข่งขันที่หายไปยิ่งทำให้ทุกทีมขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะอังกฤษที่อาจเจอค่าปรับจากค่าลิขสิทธิ์


ค่าเหนื่อยทุบสถิติโลก

เมสซี่ และ บัลลงดอร์ 6 สมัย ทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงมีค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลก แต่ในรอบ 100 ปีเราจะได้เจอนักเตะแบบนี้สักกี่ราย

นับตั้งแต่การแย่งชิงบัลลงดอร์ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ เรื่อยมากว่าทศวรรษ สโมสรต้นสังกัดอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า พยายามที่จะให้นักเตะของตัวเองโดดเด่นที่สุด เป็นคนที่มีค่าเหนื่อยแพงสมกับรางวัล บัลลงดอร์ และผู้เข้าชิงรางวัลให้ถึงที่สุด จึงพยายามปรับค่าเหนื่อยขึ้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลกในทุกทาง

ปี 2020 จากการเปิดเผยของ ฟอร์บส์ นิตยสารธุรกิจชื่อดัง เมสซี่ ยังครองอันดับจากค่าเหนื่อยปีละ 70 ล้านยูโร (2,590 ล้านบาท) รองลงมาคือ เนย์มาร์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ยอมปรับค่าจ้างลงเมื่อย้ายไป ยูเวนตุส ขณะที่นักเตะนอกยุโรปซึ่งมีค่าจ้างแพงที่สุดคือ อันเดรส อีเนียสต้า ที่ วิสเซล โกเบ ควักทุนปีละ 26.5 ล้านยูโร (980.5 ล้านบาท) ให้เป็นค่าเหนื่อยทุกปี

ราคาค่าเหนื่อยก็อาจเป็นผลสะท้อนหรือกระทบแบบโดมิโน่ต่อมาจากค่าตัว เมื่อค่าตัวแพงก็เป็นไปได้ที่ค่าเหนื่อยจะแพงตามมา กรณีนี้อาจยกเว้น คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ ที่ราคาพุ่งเป็นที่ 2 ของโลกแต่ค่าเหนื่อยน้อยกว่า เนย์มาร์ 3 เท่า แต่ในอนาคตถ้าเขากลายเป็นผู้เล่นที่ค่าเหนื่อยแพงที่สุดก็อย่าแปลกใจ เพียงแต่เราอาจเห็นสถิติใหม่ๆ ในเรื่องนี้ลดลง


ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก

เคยมีข้อมูลหลุดเปิดเผยว่า ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก อาจได้เริ่มต้นในปี 2021 ประกอบด้วยสุดยอดสโมสร 16 ทีม และมี 11 ทีมผู้ก่อตั้งที่เดาเอาก็รู้ว่าใคร ส่วนอีก 5 ทีมที่จะเข้าร่วมจะเป็นทีมรับเชิญ แต่ตอนนี้แค่เตะที่มีให้ครบก่อน

การแข่งขันของทีมระดับอีลิทที่เหนือจินตนาการ แบบที่เรียกว่า จินตนาการได้ไกลกว่านี้ก็ต้องไปเชิญทีมนอกโลกมาเตะด้วยกันแล้ว แม้มีรายการที่แฟนๆ จับตา ล่อใจด้วยผลตอบแทนก้อนโตอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเค้กก้อนใหญ่ใครๆ ก็อยากตัดแบ่ง โควต้าของรายการนี้ดั้งเดิมคือแชมป์ลีกประเทศต่างๆ ในยุโรป เมื่อดีมานด์หรือความต้องการมีมากจึงขยายผลไปยังทีมรองแชมป์ มีการใช้ค่าสัมประสิทธิ์คำนวณโควต้า มีรอบคัดเลือกกว่าจะมาเร้าใจในรอบน็อคเอาท์หรือรอบก่อนรองชนะเลิศ

การฝ่าฟันเป็นเรื่องยาก ในบางฤดูกาลเราอาจเห็นทีมเซอร์ไพรส์ แต่ส่วนใหญ่ก็จะพบกับขาประจำเช่น บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ช่วงหลังอาจจะหายไปบ้าง สลับเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาทดแทน ซึ่งกว่าจะถึงช่วงสนุก เราอาจะเจอช่วงกร่อยมาก่อนในรอบแบ่งกลุ่ม ทีมที่พอจะมีโชคจะได้อยู่ในกลุ่มอ่อน แต่ถ้าไม่ได้พกดวงอาจจะเจอกรุ๊ปออฟเดธ

อย่างไรก็ดี แม้ แชมเปี้ยนส์ ลีก มีความสนุกในตัวของมัน แต่ก็ยังมีคนเฝ้าฝันที่จะได้เห็น ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก นำทัพโดยทีมต่างดาว 2 ยักษ์ใหญ่จากสเปน บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ที่ตอนนี้ทีมอื่นในแดนกระทิงดุคงยากจะต่อกรด้วย และทีมชั้นนำที่ผูกขาดแชมป์ในประเทศ หรือทีมท็อปซึ่งเราขีดเส้นให้พวกเขาว่าเป็นท็อป 4 ท็อป 6 มาแข่งกันแบบรัวๆ

รูปแบบจะเป็นอย่างไร ยังไม่ชัดเจน แต่เป็นไอเดียที่ลอยในอากาศมานาน และมันอาจต้องโดนพับเก็บไว้ก่อน เพราะตอนนี้แค่กลับมาเตะฤดูกาลปกติให้ครบกำหนดก็ยากเย็นเหลือเกินแล้ว


ฟุตบอลถ้วย 2 in 1

ฤดูกาล 2018/19 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์ 3 รายการในประเทศ ลงเตะทั้งหมด 50 เกม และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ฝ่าด่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศอีก 10 เกม ไม่นับเกมทีมชาติที่บรรดาผุ้เล่นแต่ละคนต้องเจอ คำถามก็คือมันมากเกินไปหรือเปล่า

ที่อิตาลี สเปน และ เยอรมนี มีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเพียงรายการเดียว แถมยังหดสั้นเหลือเพียงนัดเดียว ไม่เล่นเหย้าก็เล่นเยือนไปเลย แต่อาจเพิ่มความทรหดเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่การตัดเชือก เพื่อความยุติธรรมจึงให้ทั้ง 4 ทีมได้เล่นแบบไปกลับเพื่อหาว่าใครมีของอยู่ที่ไหน

เป้าหมายหลักของพวกเขาก็คือลดภาระของแต่ละทีมลง ให้เหลือเท่าที่จำเป็น และความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นก็คือ การให้ลงเตะเกมลีกวันศุกร์ ก่อนถึงโปรแกรมกลางสัปดาห์เพื่อมีวันพักผ่อนเพิ่มขึ้น สักวันก็ยังดี

ขณะที่ในอังกฤษและฝรั่งเศส ยังมีฟุตบอลในประเทศรวม 3 รายการ บางรายการมีการเล่นเหย้าเยือน หรือถ้าเสมอก็จะกลับไปแข่งใหม่ นี่เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า ถึงเวลาหรือยังที่พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ซึ่งสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลถัดไป หรือถัดๆ ไป ก็ออกจะบีบบังคับให้พวกเขาต้องปรับตัว แก้ไข เพราะหากยบังยึดขนบเดิม พวกเขาจะระเบิดตัวเองเข้าสักวัน

การเปลี่ยนแปลงไม่ง่าย กว่าที่ พรีเมียร์ลีก จะมีช่วงเบรกกลางฤดูกาลที่ได้สัมผัสจริงๆ ในซีซั่น 2019/20 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พวกเขาก็ผ่านการเจรจา ผ่านความยากลำบากนี้มามากมาย ธรรมเนียมเดิมคือการคงอยู่ของเกมวันเปิดกล่องของขวัญและวันปีใหม่ ทุกคนมาร่วมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ที่สนามฟุตบอลในบรรยากาศอบอุ่น ชื่นมื่น

การพูดลอยๆ ว่า แค่งดเตะไปเลย พูดง่ายและทำร้ายจิตใจมาก แต่เมื่อวันหนึ่งมาถึงพวกเขาก็จำเป็นต้องปรับตัวโดยยังยึดธรรมเนียมไว้ แต่ในอนาคตที่ใกล้เข้ามา พวกเขาอาจต้องปรับตัวและละทิ้งธรรมเนียมบางอย่าง ก็เป็นไปได้


สิ่งที่เรียกว่าฟุตบอลยุคเดิมนอกจากกำลังจะหายไปแล้ว ในไม่ช้าทุกคนอาจจะได้เห็น ฟุตบอลยุคใหม่ หายลงไปด้วยเช่นกัน ติดตาม ผลฟุตบอลสด บทความฟุตบอลดีๆหรือบทความ เมื่อไรวัสระบาดการแข่งขันฟุตบอลจะจบลงอย่างไร ท่านสามารถติดตามได้ทาง : ballroad.com

Tags : , ,
Leave Comment
อยากแทงบอลยูโร 2020 คลิกเลย!!!
บทความที่น่าสนใจ