Chat with us, powered by LiveChat

ทรรศนะบอลวันนี้ รวมเรื่องราววงการ ฟุตบอลยุค 90 ที่ทุกคนคิดถึง

02/06/2020 ballroad 601 views

ทรรศนะบอลวันนี้ ต้องออกตัวก่อนเลยว่า เรื่องที่จะย้อนความหลังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน ไม่ลามกอนาจาร แต่เป็นการรำลึกที่หากไม่มีอายุมากกว่า 30 ปีอาจนึกไม่ออกว่า ฟุตบอลยุค 90 หรือรุ่นคุณพ่อยังหนุ่มนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรน่าจดจำบ้าง เวลาผ่านมานานกว่า 20 ปีวงการลูกหนังเปลี่ยนแปลง อะไรต่ออะไรก็เปลี่ยนไป

Mitre Pro Max ฟุตบอลที่ใช้สำหรับแข่งขันใน พรีเมียร์ลีก 1992-1995 ลูกแรกเปิดยุคฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษที่ปรับโฉมใหม่ โดยประตูแรกเป็นของ ไบรอัน ดีน จาก เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์

อีก 20 ปีข้างหน้าเมื่อทุกคนเติบโตหรือแก่ตัว เราอาจรำลึกถึงปี 2020 ที่มากมายไปด้วยนักเตะชั้นดี ถึงตอนนั้น คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ อาจเป็นตำนานระดับโลก หรืออาจมีใครสักคนที่เราคาดไม่ถึงทุบสถิติลงสนามมากที่สุดเป็นประวัติกาล บันทึกเรื่องราวใหม่ๆ ให้เราได้คุ้ยแคะ แต่ตอนนี้เป็นเวลาย้อนความหลังของวัยรุ่นยุค 90 ก่อนแล้วกัน

เรื่องราว ฟุตบอลยุค 90 ที่ทุกคนยังคงคิดถึง

เฟอร์กี้ ไทม์

หากพูดถึง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ใครต่อใครรวมถึงถึงสำนัก ข่าวฟุตบอล ก็คงนึกถึงใบหน้าพะโลโก้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผลงานมากมายก่อนประกาศวางมือเมื่อปี 2013 ได้เป็นอย่างดี เราคงไม่เล่าประวัติยืดยาวที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว แต่หนึ่งในสิ่งที่เป็นความมหัศจรรย์ในสนามซึ่งใครต่อใครโดยเฉพาะผู้เล่นฝั่งตรงข้ามน่าจะไม่ลืมเลือนก็คือ ‘เฟอร์กี้ ไทม์’

ขณะที่ทีมกำลังตามหลัง 2-1 ชายสูงวัยเดินวนในเขตเทคนิค ตะโกนบ้างบ่นบ้าง เคาะนาฬิกาข้อมือเมื่อใกล้หมดเวลา หงุดหงิดอารมณ์เสียกับการตกเป็นฝ่ายตามหลัง และเริ่มเข้าไปเจรจากับผู้ตัดสินที่ 4 อย่างเคร่งเครียด ครั้งแรกผู้ตัดสินยกมือห้าม เขาถอยออกมาเดินบ่นอุบและกลับเข้าไปอีกครั้ง แน่นอนว่าผู้ตัดสินก็ยังขอให้เขาถอยออกไป

ก่อนจะยกป้ายทดเวลาบาดเจ็บ 6 นาที อะไรนะ? 6 นาที มากเกินไปหรือเปล่า ผู้จัดการทีมตรงข้ามเข้ามาท้วงติงแต่ก็ไม่ทันแล้ว นี่คือเกมถ่ายทอดสดฟุตบอล พรีเมียร์ลีก มันไม่ใช่เกมเล่นๆ นักเตะในสนามลนลานเตะบอลขึ้นฟ้าเพื่อถ่วงเวลาไม่เสียประตูให้นานที่สุด แต่เมื่อทดเวลาเข้าสู่นาทีที่ 90+5 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตีเสมอ 2-2 และเสียงนกหวีดดังจบเกม แบ่งกันไปข้างละแต้ม นั่นเอง เฟอร์กี้ ไทม์

ฤดูกาล 1992/93 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ทั้งคู่เสมอกัน 1-1 เมื่อใกล้จบ 90 นาที ตอนนั้นเองผู้ตัดสิก็ชูป้ายทดเวลาบาดเจ็บ 7 นาที และ สตีฟ บรูซ ยิงประตูชัย 2-1 คว้า 3 คะแนนให้กับทีมของท่านเซอร์ที่ตอนนั้นใครๆ ก็เรียกว่า “เฟอร์กี้” นั่นคือ เฟอร์กี้ ไทม์ ครั้งแรก จบฤดูกาลพวกเขาเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก และความมหัศจรรย์ในช่วงเวลาบีบคั้นก็เดินต่อมาเรื่อยๆ อีก 2 ทศวรรษ

เกิดอะไรขึ้นกับผู้ตัดสินเมื่อกำลังจะครบ 90 นาที เกรแฮม โพลล์ อดีตผู้ตัดสินชื่อดังเคยยอมรับว่า ความกดดันที่สนามใหญ่ของทีมยักษ์อย่าง โอลด์ แทรฟฟอร์ด, เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม หรือ แสตมฟอร์ด บริดจ์ ส่งผลด้านสภาพจิตใจต่อผู้ตัดสิน ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ดี โกลด็อทคอม เคยรวบรวมข้อมูลเอาไว้ว่าตลอด 20 ฤดูกาลในยุค พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ 1992/93 จนถึง 2012/13 ของท่านเซอร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเพียงอันดับ 4 เท่านั้นที่ได้ประตูชัยในช่วงทดเจ็บ นับได้ 16 ครั้ง ส่วนอันดับ 1 เป็นของ ลิเวอร์พูล 24 ครั้ง, อาร์เซน่อล 19 และ เชลซี 18 ครั้ง


ดิออน ดับลิน

ฟุตบอล 2020 แตกต่างจากฟุตบอลเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือผู้เล่นต้องมีความสามารถหลากหลาย ยืนได้หลายพื้นที่โดยไม่เสียกระบวน ไม่เสียแผน ผู้เล่นฝั่งซ้ายอยู่ได้ทุกที่ทีไต่เส้นทางซ้ายมือ ปีกซ้ายต้องเล่นเกมรับเป็น ขยันขันแข็ง วิ่งเป็นม้า ไม่ใช่แค่รอจังหวะเปิดบอล หรือตั้งหน้าตั้งตาบุก แล้วยืนพักเหนื่อยในเกมรับ

กองหน้าที่แตกต่างกว่าใครในยุค 90 คือ ดิออน ดับลิน ที่สามารถเล่นตำแหน่งปราการหลังได้อย่างยอดเยี่ยม เนียนกริบ ถึงขนาดที่ เวย์น รูนี่ย์ บอกว่ากองหลังที่เขารับมือได้ยากที่สุดคือ ดับลิน นี่เอง เขาเป็นของหายากในยุคที่กองหน้าทำประตู กองกลางทำเกม และกองหลังป้องกันประตู ยุคเดียวกับที่ โรแบร์โต้ คาร์ลอส บุกริมเส้นและเล่นเกมรับ แต่เพื่อไม่ให้หลุดตำแหน่งก็มีเท้าซ้ายอันหนักหน่วง และยิงฟรีคิกได้ด้วย แต่ก็เป็นแบ็คซ้าย

เวลาผ่านไป เราอาจเห็น ฟิลิป ลาห์ม เปลี่ยนจากแบ็คมาเป็นกองกลางตัวรับได้ และทำได้ดี เล่นได้ยืดหยุ่น แต่ก็ใช้เวลา หรืออาจเห็น เจมส์ มิลเนอร์ รับหน้าที่แบ็คซ้ายจำเป็น ความมีวินัยทำให้เขาอาจทำได้มากกว่านั้น วิ่งพล่านทั่วสนาม แต่อาจไม่ใช่แบ็คที่ดี และดูเหมือนไม่ได้สุดยอดในทางไหน อนาคตของฟุตบอลอาจเปลี่ยนไป แต่ ดับลิน จะเป็นคนที่เราคิดถึงเสมอ


สติกเกอร์ พานินี่

ชื่อของ พานินี่ มาจากพี่น้อง เบนิโต้ และ จูเซ็ปเป้ พานินี่ ชาวอิตาเลี่ยนที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองมิลาน ที่ซื้อสติกเกอร์มาใส่ซอง ซองละ 2 แผ่นแล้วขายต่อ ธุรกิจของพวกเขาเริ่มต้นอย่างง่ายดายในปี 1961 และ 9 ปีต่อจากนั้น พานินี่ ก็ได้ลิขสิทธิ์ถูกต้องจาก ฟีฟ่า ที่จะทำสติกเกอร์และสมุดสะสมของศึกฟุตบอลโลก

จนกระทั่งยุค 80 และ 90 ความนิยมของฟุตบอลอังกฤษทำให้ พานินี่ ออกคอลเลคชั่นของ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่คอลเลคชั่นที่สุดยอดของ พานินี่ ยังเป็นสมุดสะสมในทัวร์นาเมนต์อย่าง เวิลด์ คัพ และ ยูโร ที่อัดแน่นด้วยนักเตะระดับโลก

ช่วงหนึ่ง พานินี่ เสียการถือครองลิขสิทธิ์ พรีเมียร์ลีก ให้กับค่ายอื่นที่ออกมาในรูปแบบของการ์ด แต่ก็ซื้อลิขสิทธิ์คืนกลับมาทำอีก จนถึงตอนนี้ธุรกิจของ พานินี่ ยังไม่หายไป การมาของสื่อดิจิตัลอาจทำให้ผู้คนสนใจที่จะสะสมมันน้อยลง เพราะสามารถหาดูรูปภาพความทรงจำต่างๆ ได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้ว และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและยุคสมัยทำให้คอลเลคชั่นล่าสุดทั้ง พรีเมียร์ลีก และ ยูโร 2020 มีดีไซน์ดึงดูดเด็กๆ มากกว่า แต่ข้อดีของทวิตเตอร์หรือเฟสบุ๊คก็คือทำให้ทุกคนสามารถเทรดสติกเกอร์ได้ง่ายขึ้น


ชุดผู้รักษาประตูสีแสบตา

ใครคือภาพติดตากับชุดสีแสบสัน หลายๆ คนอาจมีชื่อของ ฮอร์เก้ คัมโปส มือกาวทีมชาติเม็กซิโกโดยเฉพาะในศึกฟุตบอลโลก 1994 และไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าสีแสบสัน แต่การกระทำในสนามของเขาก็ถือว่าเป็นตัวแสบเช่นกัน กติกาของการแต่งกายสำหรับผู้รักษาประตู เพื่อให้สังเกตได้ง่าย พวกเขาต้องสวมชุดสีแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีม และแตกต่างจากฝั่งตรงข้าม ทำให้เราได้เห็นสีและดีไซน์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

กระทั่งผู้รักษาประตูระดับตำนานอย่าง เดวิด ซีแมน หรือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ต่างก็เคยผ่านมันมาแล้วทั้งสิ้น เหมือนเป็นการแข่งขันออกแบบชุดพิเศษสำหรับนายด่านที่ไม่มีใครเหมือน แม้ในยุคนี้เราก็ยังเห็นอะไรแตกต่างอยู่บ้าง แต่ไม่มาก แฟชั่นเปลี่ยน เราจึงเห็นเพียงเสื้อผ้าสีแสบตาตรงกลางระหว่างสองเสา แต่ไม่ค่อยมีลวดลายประหลาด


โรนัลโด้

ฟุตบอลยุค 90

เราจะไม่เรียกชื่อเขาอย่างยืดยาว แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยเรียกเขาว่า โรนัลโด้ บราซิล หรือ โรนัลโด้ ฉบับต้นตำรับ ออริจินัล แต่หากย้อนความไปใน เวิลด์ คัพ 1994 ครั้งที่เขาอายุเพียง 17 ปีแต่ไม่ได้ลงเล่นสักเกม ตอนนั้นใครๆ ก็เรียกเขาว่า โรนัลดินโญ่ ซึ่งหมายถึง โรนัลโด้ จูเนียร์ เพราะมีแข้งรุ่นพี่ชื่อเดียวกันที่ทุกคนเรียกว่า โรนัลเดา หรือ โรนัลโด้ ซีเนียร์ จนกระทั่ง โรนัลดินโญ่ อีกคนปรากฏตัวในปี 1999 เขาจึงเป็น โรนัลโด้ ที่ใครๆ รู้จัก

อะไรทำให้เขาเป็นกองหน้าที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลนอกจากความแม่นยำและพลิ้วไหวดุจสายน้ำ แม้ในช่วงเวลาที่มีอาการป่วยจนรูปร่างสมบูรณ์กว่านักฟุตบอลคนอื่น คำตอบคือการเคลื่อนไหว จังหวะ ทักษะ และความแน่วแน่ ที่กองหลังทั้งโลกหยุดไม่อยู่ ขนาดที่ มาร์กแซล เดอไซญี่ ปราการทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งเคยปะทะฝีเท้ากันมาแล้วยังบอกว่า โรนัลโด้ จะเคลื่อนตัวไปทางซ้ายหรือขวา เขาก็อ่านบอลไม่ออกเลย เวทย์มนตร์ชัดๆ

นอกจากลีลาในสนาม ทรงผมที่เหมือนมีอะไรมาแปะอยู่ข้างหน้าแบบนั้นกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก โรนัลโด้ บอกว่าเขาก็ตั้งใจจะโกนมันให้เกลี้ยงเหมือนทุกครั้ง แต่พอโกนด้านหลังออก เหลือแค่สามเหลี่ยมข้างหน้า ก็มีคนท้าว่า ทำไมไม่เหลือมันไว้แบบนั้นล่ะ เขาตอบรับว่าได้ และการหยอกล้อจากทุกคนที่พบเห็นทำให้เขาลืมอาการบาดเจ็บที่มีอยู่ไปบ้าง แถมยังกลับมาสนุกกับฟุตบอลอีกครั้ง เยี่ยมจริงๆ


เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจของหลายๆคน เพราะสำหรับหลายๆคนแล้ว ฟุตบอลคุยค 90 นับเป็นช่วงเวลาที่มีหลายๆอย่างน่าจดจำและยังทำให้หลายๆคนคลั่งไคล้ในวงการฟุตบอลเอามากๆ ในครั้งหน้าเราจะอัพเดทเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจติดตามได้ทาง ballroad.com

Tags : ,
Leave Comment
อยากแทงบอลยูโร 2020 คลิกเลย!!!
บทความที่น่าสนใจ