11 นักเตะ ยอดเยี่ยม ตลอดกาล ภายใต้การคุมทีม ของ เจอร์เก้น คล็อปป์

11/02/2019 ballroad 429 views

เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือที่มีความสามารถในการพาทีมลุ้นแชมป์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการคุมทีม โบรุสเซีย ดอร์ทุมด์ จนกระทั่งการได้คุม ลิเวอร์พูล เขาผู้นี้คือกุนซือที่สร้างนักเตะประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย โดยมีนักเตะถึง 11 คนเลยที่เดียวที่เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในตลอดการร่วมงานกัน

11 นักเตะ ยอดเยี่ยม ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์

ผู้รักษาประตู : โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

โรมัน-ไวเดนเฟลเลอร์-ของ-เจอร์เก้น-คล็อปป์11

เป็นตัวเลือกที่น่าจะง่ายที่สุดแล้วในบรรดานายทวารที่เคยร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ หากพิจารณาจากชื่อของ ซิมง มิโญเลต์, ลอริส คาริอุส, อดัม บ็อกดาน หรือ อลีสซง เบ็คเกอร์

ไวเดนเฟลเลอร์ อาจเป็นผู้รักษาประตูที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ในเวทีบุนเดสลีกานั้น เขาเป็นมือดีไม่ต่างไปจาก มานูเอล นอยเออร์ หรือ มาร์ค-อันเดร แทร์ ชเตเก้น โดยติดทีมชาติเยอรมนีชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2014
ผมงานของ ไวเดนเฟลเลอร์ กับทัพ “เสือเหลือง” จัดว่าสุดยอด ลงสนามไป 452 นัด เป็นรองกัปตันทีมในยุคของ คล็อปป์ ชุดคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อม (2010-2011 และ 2011-2012)


แบ็คขวา : ลูคัส พิซเช็ค (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

ลูคัส-พิซเช็ค

หลายคนอาจมองไปที่ เทร็น อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็คขวาดาวรุ่งของ ลิเวอร์พูล แต่อย่าว่า “หนุ่มเทรนท์” เพิ่งแจ้งเกิดขึ้นมาได้แค่ปีเดียว ผิดกับ พิซเช็ค

แบ็คขวาทีมชาติโปแลนด์ เตรียมแขวนสตั๊ดภายหลังที่หมดสัญญากับ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่เขาค้าแข้งให้ “เสือเหลือง” เป็นเวลา 10 ปี รับใช้ต้นสังกัดอย่างซื้อสัตย์
พิซเช็ค ย้ายเข้ามาในยุคของ คล็อปป์ และเพียงแค่ซีซั่นแรกเขาก็ช่วยให้ทีมเขี่ย บาเยิร์น มิวนิค ตกจากบัลลังก์ทันที โดยลงสนาม 32 เกม ยิง 4 ประตู ทำ 8 แอสซิสต์


ปราการหลังคู่กลาง : มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

มัทส์-ฮุมเมิ่ลส์

เด็กปั้นของ “เจเค” อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็น 1 ในกองหลังที่เก่งที่สุดในโลกไปแล้ว เขาย้ายจาก บายิร์น มิวนิค มาอยู่ดอร์ทมุนด์ ในยุคของ คล็อปป์ ค่าตัวแค่ 4 ล้านยูโรเท่านั้น

ฮุมเมิ่ลส์ เล่นได้อย่างแข็งแกร่งและโดดเด่น ช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยซ้อน และเดเอฟเบ โพคาล อีก 1 รายการ รวมถึงแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล กองหลังวัย 29 ปี ย้ายออกจาก ดอร์ทมุนด์ กลับไปอยู่กับ บาเยิร์นฯ เมื่อปี 2016


ปราการหลังคู่กลาง : เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

เวอร์จิล-ฟาน-ไดค์

จริงอยู่ที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เพิ่งย้ายเข้ามาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อเดือนมกราคม 2018 แต่ด้วยการเล่นที่แนบเนียนของเขาช่วยยกกระดับแนวรับของ “หงส์แดง” ให้แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างน่าตกใจ

นาทีนี้เขาเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ราคา 75 ล้านปอนด์ เพียงแค่เกมแรกที่ลงเล่นนับตั้งแต่ย้ายเข้ามา เข้าทำประตูได้ทันทีในเกมพบ เอฟเวอร์ตัน
แนวรับร่างใหญ่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2017-2018 และปัจจุบันเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์


แบ็คซ้าย : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

แอนดรูว์-โรเบิร์ตสัน

เป็นการค้นพบที่ยอยดเยี่ยมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เพราะนอกจากแบ็คซ้ายชาวสกอตแลนด์ จะทำผลงานได้ดีเหลือเชื่อแล้ว ค่าตัวของเขาแค่ 8 ล้านปอนด์เท่านั้น

โรเบิร์ตสัน ยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายมาจาก อัลแบร์โต้ โมเรโน จุดเด่นคือการเติมเกมรุกที่สุดมัน แถมยังประสานงานร่วมกับพวกกองหน้าของทีมได้อย่างเข้าขา
ฤดูกาลนี้เขาก็ยังยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงแบบไร้คู่แข่งเหมือนเดิม


กองกลาง : ชินจิ คากาวะ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

ชินจิ-คากาวะ

หลายคนอาจจดจำภาพของมิดฟิลด์ทีมชาติญี่ปุ่น สมัยที่ค้าแข้งกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ใครจะรู้บ้างว่า คากาวะ สมัยที่เล่นให้ ดอร์ทมุนด์ ฝีเท้าเทพขนาดไหน

คล็อปป์ ให้แววในตัว คากาวะ ตั้งแต่เล่นในลีกญี่ปุ่น เขาถูกซื้อเข้ามาสู่ทีมในปี 2010 เล่นให้กับทัพ “เสือเหลือง” 2 ซีซั่น คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยซ้อน และเดเอฟเบ โพคาล อีก 1 รายการ ก่อนย้ายไป แมนฯ ยูไนต็ด เมื่อปี 2012
ปัจจุบันเขาย้ายกลับมาเล่นในบ้านหลังเดิมที่ ดอร์ทมุนด์ อีกครั้ง ตั้งแต่ปี 2015


กองกลาง : อิลคาย กุนโดนกัน (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

อิลคาย-กุนโดนกัน

ย้อนกลับไปในยุคที่ ดอร์ทมุนด์ ยังเรืองอำนาจท้าทายความเป็นใหญ่กับ บาเยิร์น มิวนิค อยู่นั้น อิลคาย กุนโดกัน คือ 1 ในกองกลางที่ดีที่สุดคนหนึ่งในบุนเดสลีกา

คล็อปป์ ดึงตัว กุนโดกัน เข้ามาในปี 2011 หลังจากได้แชมป์ลีกสมัยแรกไปแล้ว มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนีเชื้อสายตุรกี ก็โชว์ฟอร์มเยี่ยมทันที ช่วยให้ทีมได้ดับเบิ้ลแชมป์ในปี 2012 และเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลถัดมา
น่าเสียดายที่ กุนโดกัน ได้รับบาดเจ็บบ่อยไปนิด ส่วนปัจจุบันเขาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้


กองกลาง : มาริโอ เกิทเซ่ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

มาริโอ-เกิทเซ่

เกิทเซ่ เป็นเด็กปั้นก้นกุฎิของ คล็อปป์ ก็ว่าได้ เพราะเขาได้โอกาสจาก “เจเค” ตั้งแต่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงกับ ดอร์ทมุนด์ และโชว์ฟอร์มสุดยอดจนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ หรือ ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์

เขาเป็น 1 ในขุนพล “เสือเหลือง” ชุดครองความยิ่งใหญ่ช่วงปี 2010-2012 ก่อนย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2013 ด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร และเพิ่งย้ายกลับ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2016
เมื่อปีที่แล้ว เกิทเซ่ มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทำให้เขาต้องพักรักษาตัวไปนานกว่า 6 เดือน


ปีกขวา : โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)

โมฮัมเหม็ด-ซาลาห์

สถิติต่างๆเกิดขึ้นมากมายภายหลังที่ “เจเค” นำเข้าปีกทีมชาติอียิปต์เข้ามาจาก โรมา เมื่อช่วงหน้าร้อนปี 2017 ซาลาห์ ยกระดับกลายเป็นแนวรุกระดับโลกขึ้นมา

ซาลาห์ กระทุ้ง 44 ประตู จาก 52 นัดเมื่อฤดูกาลก่อน กวาดทุกรางวัลส่วนตัวในพรีเมียร์ลีก ทั้งรางวัลดาวซัลโว, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร


กองหน้าตัวเป้า : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

โรเบิร์ต-เลวานดอฟสกี้

เม็ดเงินจำนวน 4.5 ล้านยูโรที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ สั่งจ่ายให้ เลซ พอซนาน ทีมในลีกโปแลนด์ เมื่อปี 2010 กลายเป็นถูกแสนถูก เมื่อดูจากผลงานของ เลวานดอฟสกี้

เขาเริ่มต้นจากการเป็นตัวสำรองของ ลูคัส บาร์ริออส ก่อนสถาปานาตัวเองขึ้นมาเป็นยอดาวยิงของบุนเดสลีกา และ แชมเปี้ยนส์ ลีก
หัวหอกกัปตันทีมชาติโปแลนด์ ซัดไป 103 ประตู จาก 187 นัด ก่อนย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค แบบใม่มีค่าตัวในปี 2015


ปีกซ้าย : ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ลิเวอร์พูล)

ฟิลิปเป้-คูตินโญ่

แม้ฉากจบระหว่าง คูตินโญ่ กับ ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ อาจดูไม่สวยงามนัก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงที่ดาวเตะทีมชาติบราซิล กับ “เจเค” ร่วมงานกันนั้น คูตินโญ่ คือภัยอันตรายของทีมคู่แข่ง

คูตินโญ่ ถือเป็นแนวรุกที่อันตรายอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่ คล็อปป์ จะเข้ามา แต่พอทั้งคู่ได้ร่วมงานกัน “คูตี้” ก็โชว์ฟอร์มเก่งกาจมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวและด้วยฟอร์มเช่นนี้ ไม่แปลกใจที่ทำไมปัจจุบันเขาถึงอยู่กับ บาร์เซโลนา


ติดตามข่าวฟุตบอลสดใหม่ได้ทุกวันทาง www.ballroad.com  หรือ ติดตามหัวข้อฟุตบอลที่น่าสนใจ 7 นักเตะ ฝีเท้าดีใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ประเด็นเด็ดต่างๆในวงการฟุตบอลติดตามได้ที่นี่ที่เดี่ยว

Tags : ,
Leave Comment