ถอดรหัส ยุคล่มสลาย บอล พรีเมียร์ ฟาสต์ฟู้ด สู่ยุคลงทุนสร้างทีมให้ยั่งยืน

13/09/2018 ballroad

ถอดรหัส ยุคล่มสลาย บอล พรีเมียร์ ฟาสต์ฟู้ด ในห้วงเวลาที่กำลังตีบตันทางไอเดีย ไม่รู้จะหยิบประเด็นไหนขึ้นมาคุยกันดี ผมคงต้องขอบคุณความคิดเห็นล่าสุดจาก แกรี่ เนวิลล์ ที่ทำให้เราได้หัวข้อเด็ดๆ มาให้ถกกันในวันนี้

 

เราเคยเห็น ฟาน กัล ถูกไล่ออกหลังคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ , เราเคยเห็น เดวิด มอยส์ โดนเด้งทั้งๆ ที่ฤดูกาลยังเหลือ 4 เกม ฉะนั้น คุณจะเห็นได้ว่าเราไม่ได้กำลังพูดถึงสโมสรที่ปฏิบัติตามธรรมเนียมเหมือนเมื่อครั้งอดีตอีกแล้ว! ผมรู้ว่าตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกัน และผมยอมรับการเผชิญกับความยากลำบากและความท้าทาย แต่ความเห็นของผมจากหัวใจในตอนนี้ก็คือ เอ็ด วู้ดเวิร์ด เพิ่งจะต่อสัญญาเขา (โชเซ่ มูรินโญ่) ไปแค่ราวๆ 7-8 เดือนก่อน ซึ่งเขาควรวิเคราะห์ด้วยความมั่นใจแล้วว่าจะใช้งานกุนซือคนนี้ไปจนจบสัญญา

 

คุณไม่ควรกระโดดเปลี่ยนกุนซือไปเรื่อยๆ แบบนี้ มูรินโญ่ เคยได้อยู่กับ อินเตอร์ จนหมดสัญญา , เคยได้อยู่ ปอร์โต้ จนครบสัญญา และได้ทำงานกับ เรอัล มาดริด จนครบสัญญาจ้าง มันมีเพียงแค่กับ เชลซี เท่านั้นที่ต้องแยกทางกลางคัน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติของสโมสรนี้อยู่แล้วที่คนส่วนใหญ่จะโดนบอกเลิกก่อนกำหนด และการจะบอกว่า แมนฯ ยู ตอนนี้เหมือน เชลซี ทุกอย่าง คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเท่าไหร่

สิ่งที่ เนฟ พูดคือการเจาะจงไปที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จริง แต่มันก็กระทบชิ่งต่อทีมอื่นๆ และภาพรวมของวิธีการบริหารทีมฟุตบอลในยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน

 

นับตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก ได้รู้จักกับมหาเศรษฐี แจ็ค วอร์คเกอร์ ที่ทุ่มทุนเสกให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เถลิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก ต่อเนื่องมาจนถึงยุค “เสี่ยหมี” โรมัน อบราโมวิช และ ชีค มานซูร์ พวกเราทุกคนก็มองวิธีการสร้างทีมฟุตบอลเปลี่ยนไป

 

มันทำให้สุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ค่อยๆ สร้างทีมอย่างใจเย็นแบบท่าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือคนอื่นๆ กลายเป็นปรัชญาที่ใช้กับการสร้างทีมในยุคนี้ไม่ได้อีกแล้ว ทุกๆ คนต่างก็เชื่อแบบนั้น

 

ในขณะที่คู่แข่งในวงการใช้เงินซื้อความสำเร็จกันปาวๆ แต่คุณจะมาสร้างทีมแบบอนุรักษ์นิยมนั้น มันคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้! ฟุตบอลของโลกวันนี้ ต้องฉีกซองต้มน้ำแล้วกินได้ทันทีวินาทีนี้

 

มันทำให้ทุกๆ คนต่างก็เชื่อในการโปรยเงินซื้อความสำเร็จแบบฟาสต์ฟู้ดจนหมดหัวใจ

 

1 ในทีมที่โดน เนวิลล์ พูดถึงไปเต็มๆ ก็คือ เชลซี ผู้เป็น 1 ในหัวหอกเดินหน้าทะลวงฟัน ยืนหยัดใช้เงินมือเติบสุดๆ ใน อังกฤษ มาอย่างยาวนานนับ 15 ปี

เราปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า “เงิน” ซื้อความสำเร็จได้จริง เห็นได้จากจำนวนถ้วยแชมป์ของ “สิงห์บลูส์” ยุคเสี่ยหมี่ เช่นเดียวกับ เปแอสเช , แมนฯ ซิตี้ , เรอัล มาดริด และอื่นๆ อีกมากมาย — แต่ถ้าคิดดูดีๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่แตกต่างกันของทีมจอมทุ่มในสมัยนี้

 

เป้าหมายหลักของการทุ่มทุนคือ การคว้าความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมาครองให้ได้ทันที แต่ทีมต่างๆ จะมีการวางเป้าหมายระยะสั้นหรือระยะยาวไม่เหมือนกัน

 

ในเคสของ แมนฯ ยู นั้นชัดเจนมากๆ ว่า พวกเขามองแค่เป้าระยะสั้น! นั่นคือทำยังไงก็ได้ให้ทีมไม่ถอยรูดสู่ความตกต่ำหลังจบยุคท่านเซอร์ , ทำยังไงก็ได้ให้ทีม “ต้อง” มีแชมป์ในวันนี้ ส่วนจะเล่นแบบไหนนั้น ค่อยไว้ไปปรับๆ กันทีหลัง

 

กับ เชลซี แนวทางของพวกเขาชัดเจนเช่นกันว่า “เสี่ยหมี” คือแก้วตาดวงใจที่ขับเคลื่อนสโมสร เขามีศักยภาพที่จะปลดโค้ชได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่เขาต้องการ ซึ่งนั่นจะทำให้ เชลซี ยืนหยัดเชิดฟ้าอยู่ได้จนกว่าจะตายกันไปข้าง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้โค้ชคนไหน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “เสี่ยหมี” ยังอยู่หรือไม่อยู่ต่างหาก

 

ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า เชลซี คือทีมที่โชคดีอย่างน่าอิจฉาที่สุดในบรรดาทีมต่างๆ ในกลุ่ม 5 ลีกใหญ่ เนื่องจากนี่คือเจ้าสัวที่ปักหลักทุ่มเทให้กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” มานานถึง 15 ปีแล้ว สวนทางกับทีมอื่นๆ ที่ถูกใช้เป็นแค่เครื่องมือ หรือโดนมองเป็นแค่ “ของเล่นคนรวย” ชั่วครั้งชั่วคราว

 

ถามหน่อย ? มีมหาเศรษฐีเจ้าไหนบ้างของทีมเบอร์ใหญ่ๆ ในยุโรปที่อยู่ได้นานคงกระพันธุ์เหมือนที่ โรมัน อบราโมวิช ทำที่ เชลซี! ผมยังนึกแทบไม่ออกเลยนะครับ บางทีเราอาจได้เห็นเจ้าของ “เรือใบ” หรือ “เปแอสเช” อยู่ได้นานคงทนแบบเดียวกันนี้ แต่คุณมั่นใจว่าพวกเขาจะโชคดีแบบนั้นเหรอ

 

เมื่อก่อนนี้ เราเคยตีความกันคร่าวๆ ว่าถ้าคุณอยากเป็นแชมป์ในโลกลูกหนังทุนนิยม นอกเหนือจากมีเงินแล้วคุณจะต้องมีโค้ชที่มีสมองด้วย! แต่ถ้าเราถอดรหัสความวุ่นวายที่ แมนฯ ยู กำลังเผชิญ และแนวทางของ เชลซี ที่ยืนหยัดเป็นผู้อยู่รอดได้นานแสนนานแบบนี้ เราก็จะพบหัวใจสำคัญที่ต้องเพิ่มอีก 1 ข้อ

 

นั่นก็คือ…..คุณจะต้องมีแผนระยะยาวไว้ด้วยเช่นกัน

 

อะไรคือการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน ? เมื่อก่อนเราเคยคิดว่ามันคือการค่อยๆ แต่งเติมรดน้ำให้ต้นกล้าค่อยๆ โตอย่างใจเย็น แต่มันก็ถูกแย้งด้วยทฤษฏี “เงินคือพระเจ้า” ในยุคนี้

 

แล้วสิ่งที่ ลิเวอร์พูล , สเปอร์ส , บาร์เซโลน่า , ยูเวนตุส กำลังทำอยู่ล่ะ เราจะเรียกมันว่าอะไร ? เพราะทีมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถึงแม้จะมีการใช้เงินอยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่น่าจะสำคัญกว่าและทำให้พวกเขาแข็งแกร่งก็คือ “โครงสร้างที่มั่นคงระยะยาว”

ถอดรหัส ยุคล่มสลาย บอล พรีเมียร์ ฟาสต์ฟู้ด

เป้าหมายสูงสุดของ สเปอร์ส คือการคว้าแชมป์ในอนาคตให้ได้อยู่แล้ว แต่เป้าหมายระยะสั้นพวกเขาก็มี นั่นก็คือการวางรากฐานทีมให้แข็งแกร่งและแนวทางการเล่นฟุตบอลที่ชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้พวกเขามีเป้าหมายระยะยาว และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือพวกเขาพร้อมที่จะ “รอ”

 

หากคุณคิดแค่การซื้อความสำเร็จด้วยการซื้อนักเตะชุดหนึ่งมาใช้แรงงานปีต่อปี คุณจะได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณวางรากฐานที่ดีเอาไว้ มันอาจเป็นเสาเข็มแกร่งที่ทำให้คุณเกาะอยู่ในกลุ่มราชาไปอีกเป็น 10 ปี

 

ฉะนั้น การวางพื้นฐานโครงสร้างที่ดี ยังไงก็ย่อมยั่งยืนกว่าการหวังลมๆ แล้งๆ ให้มีคนรวยสักคนมาเลี้ยงดูอุ้มชู เพราะถ้าคุณไม่โชคดีเหมือน เชลซี ที่ตกถังข้าวสาวกับ โรมัน หรือ แมนฯ ซิตี้ ที่มี “ท่านชีค” คุณอาจต้องลงเอยเหมือน มาลาก้า , อันจิ , เอซี มิลาน หรือ โมนาโก ในยุคใดยุคหนึ่ง

เราเฝ้าดูวิวัฒนาการของโลกฟุตบอลอันแสนอู้ฟู่ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อเพียงให้ได้ประจักษโดยแท้ว่า คุณสมบัติของการอดทน การเฝ้ารออย่างใจเย็น ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อความสำเร็จที่ยั่งยืนของทีมสักทีมหนึ่ง และการใจร้อน เอะอะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่มากไป อาจจะเป็นการกดปุ่มทำลายตัวเอง

 

เอซี มิลาน ตระหนักรู้แล้วว่าการเฟ้นหาเจ้าของรวยๆ เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้พวกเขากลับมายิ่งใหญ่โดยทันทีได้ — เราจึงได้เห็น เลโอนาร์โด้ , เปาโล มัลดินี่ และบุคลากรทรงคุณค่าคนอื่นๆ ตบเท้าเข้าสู่ ซาน ซิโร่ เพื่อร่วมกันสร้างรากฐานของทีมที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างแท้จริง

 

ทีมระดับกลางๆ อย่าง เอฟเวอร์ตัน หรือ ไลป์ซิก ถามว่าจริงๆ แล้วใช้เงินมือเติบมั้ย เราก็ต้องบอกว่าพวกเขา “แอบ” ใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งไม่แพ้ทีมอื่นๆ หรอก แต่สิ่งที่พวกเขามี แต่ทีมอื่นอาจไม่มีให้ นั่นคือ “เวลา”

 

ถ้ามีทีมใหญ่ๆ สักทีม จะอ้างว่าเราคือทีมใหญ่! เรากดดันกว่า เราจึงไม่สามารถมีเวลาให้กับโค้ชของเราหรือใจเย็นวางระบบระยะยาวเหมือนกับทีมระดับกลางแบบนั้นได้! เราคงต้องยิงประโยคคำถามใส่ “บิ๊กทีม” เหล่านั้นกลับไปด้วยความห่วงใยว่า “ผมเห็นคุณทำแบบนั้นมาสักพักแล้ว ตกลงตอนนี้คุณได้อะไรบ้าง ?”

 

หากคุณจ้างโค้ชอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เพื่อดึงถ้วยแชมป์มาสู่สโมสรแค่วันนี้ ผมเชื่อว่ายังไงคุณก็ต้องได้แน่ๆ ไม่มากก็น้อย (เคยทำให้ แมนฯ ยู แล้ว 2 ถ้วย) แต่เมื่อใดก็ตามที่ มูรินโญ่ ไม่อยู่ต่อ….แมนฯ ยู ก็ทำได้แค่หวังว่าพวกเขาจะมีโค้ชคนใหม่และนักเตะที่ดีพอสำหรับการต่อยอดความสำเร็จหลังจากนั้น มองกันใกล้ๆ แค่ปีต่อปีแบบนั้นไปเรื่อยๆ หากใจร้อนอย่างได้ถ้วยตอนนี้ คุณก็ต้องตามใจทุ่มให้ “น้ามู” แบบเต็มเหนี่ยวตอนนี้ ซึ่งซัมเมอร์ครั้งล่าสุดมันไม่ใช่!

จะต้องตามจ้างโค้ชแก้ไขปัญหาระยะสั้นอย่าง กุส ฮิดดิ้งค์ , แซม อัลลาไดซ์ หรือแบบที่เคยดึง หลุยส์ ฟาน กัล มาเช็ดขี้อย่างที่เคยทำอีกมั้ย เราก็ไม่รู้ว่าวงจรแบบนี้จะสิ้นสุดลงจริงๆ เมื่อไหร่

 

วัฐจักรบางอย่างเราไม่อยากเจอ แต่บางครั้งมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ต่อให้จะเลวร้ายสักแค่ไหน ลาภ ยศ สรรเสริญ  มีครอบครองได้ ก็ต้องมีวันหมดไป

 

โลกฟุตบอลของวันนี้ ทีมชื่อดังทุกทีมพร้อมที่จะแปรสภาพกลายเป็นทีมเงินถุงเงินถังกันได้หมดแหล่ะครับ ถ้าโอกาสเอื้ออำนวย มันทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มทีมชั้นนำด้วยกันเริ่มมีช่องว่างที่แคบลง

 

แข็งแกร่งมากกว่าแค่มีเงิน เด็ดเดี่ยวมากกว่าการชูถ้วยแชมป์วันนี้ และไม่ใจร้อนเกินไปสำหรับการรอให้เมล็ดผลได้เติบโตเป็นโครงสร้างที่ยั่งยืน

 

นั่นต่างหาก คือหนทางยืนหยัดความสำเร็จที่แข็งแกร่งระยะยาวได้อย่างแท้จริงครับ ถอดรหัส ยุคล่มสลาย บอล พรีเมียร์ ฟาสต์ฟู้ด  

Tags : , , ,
Leave Comment